Gli Articoli sul Tailandese

ปริทรรศน์วิทยานิพนธ์

เรื่อง คำกริยาการีตในภาษาไทย[1]

ของนางสาววิภา วงศ์สันติวณิช

 

นายนิติพงศ์ พิเชฐพันธุ์

508 01619 22

 

1. บทนำ

          วิทยานิพนธ์เรื่อง คำกริยาการีตในภาษาไทย ของวิภา วงศ์สันติวณิชเป็นผลงานวิจัยที่เกิดจากการสังเกตของผู้วิจัยที่เห็นว่า ในภาษาไทยมีคำกริยาชนิดหนึ่งซึ่งแตกต่างไปจากคำกริยาชนิดอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อคำกริยานั้นเกิดเป็นคำกริยาหลักในประโยคความเดียวหรือเป็นคำกริยาหลักของประโยคหลักในประโยคซับซ้อนแล้ว ประโยคเหล่านั้นจะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุและผลในประโยคเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น

          มานิตย์ทำจานแตก

            แม่ทัพเคลื่อนทัพ

          ผู้วิจัยเห็นว่า คำกริยาอย่างในข้างต้นจัดได้ว่าเป็นคำกริยาประเภทเดียวกันคือ คำกริยาการีต (Causative verb) และโดยลักษณะพิเศษดังกล่าวจึงน่าสนใจที่จะศึกษาคุณสมบัติของกริยาประเภทนี้ต่อไป

          ผู้วิจัยได้ศึกษาคำกริยาการีตในภาษาไทยโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ สรุปได้ดังนี้

1.      คำกริยาการีตในภาษาไทยมีกี่ชนิด

2.      คำกริยาการีตแต่ละชนิดมีอรรถลักษณ์อย่างไรบ้าง

3.      คำกริยาการีตแต่ละชนิดเกิดในประโยคที่มีโครงสร้างอย่างไร

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยได้ ดังสามารถสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

1.      ศึกษาเฉพาะคำกริยาที่เกิดในประโยคการีตชนิดที่มีเหตุการณ์เพียง 2 เหตุการณ์เท่านั้น

เขาให้เธอวิ่ง

เขาควบม้า

เขาให้น้องเปิดประตู

2.      ศึกษาคำกริยาการีตที่เป็นกริยาคำเดียว ไม่ศึกษากริยาการีตที่เป็นกริยาวลี

เขาให้น้องนอน

เขาไปให้หมอตรวจโรคให้ (ไปตรวจโรค)

เขาทำให้ฉันเสียใจ

3.      ศึกษาเฉพาะคำกริยาการีตในภาษาไทยถิ่นกรุงเทพฯ

 

2. การศึกษาเรื่องการีต

          2.1 การศึกษาเรื่องการีตในภาษาไทย

·       พระยาอุปกิตศิลปสาร

ในหนังสือหลักภาษาไทย ท่านได้กล่าวถึงการก (แปลว่า ผู้กระทำ) ว่าหมายถึง คำนาม หรือคำสรรพนาม หรือคำกริยาสภาวมาลาที่ใช้แทนนาม แบ่งเป็น 5 การก คือ กรรตุการก กรรมการก การิตการก วิเศษณการก และวิกัติการก

สำหรับการิตการก พระยาอุปกิตศิลปสารให้คำจำกัดความว่า คำที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้ มีในข้อความซึ่งเรียกว่า ประโยคการิต อันเป็นข้อความที่มีคำกริยานุเคราะห์ ให้ นำหน้ากริยาแท้ เช่น ในประโยคต่อไปนี้ คำ ศิษย์ เป็นการิตการก

ครูยังศิษย์ให้อ่านหนังสือ

ครูให้ศิษย์อ่านหนังสือ

นอกจากการิตการกแล้ว พระยาอุปกิตศิลปสารยังกล่าวถึงการิตวาจก (วาจก แปลว่า ผู้บอก) ว่าคือ กริยาที่บอกว่าประธานเป็นการิตการกหรือผู้รับใช้ เช่น ศิษย์ถูกครูให้อ่านหนังสือ คำกริยา ถูก-ให้-อ่าน มีการิตวาจก เป็นต้น

                   สรุปว่า พระยาอุปกิตศิลปสารพิจารณาว่า ประโยคใดเป็นประโยคการีตโดยดูจากคำกริยานุเคราะห์ ให้ และคำนามซึ่งทำหน้าที่เป็นผุ้รับใช้ในประโยค

·       บรรจบ พันธุเมธา

กล่าวถึงการิตวาจกที่มีความหมายว่า ทำให้ 3 ชนิด ดังนี้

1.      ให้ ที่แสดงการิตวาจกที่มีความหมายว่า ทำให้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อยได้ตามตำแหน่ง ดังนี้

ก.   ให้ อยู่หน้ากริยาแท้ หมายความว่า ทำให้ คือทำให้กรรมที่ตามหลังแสดงกริยาในลักษณะที่ประธานของกริยา ให้ อนุญาต บังคับ หรือ ใช้ เช่น

คนให้แมวจับหนู

พ่อแม่ให้ลูกไปเที่ยว

ครูให้นักเรียนทำเวร

ข.      ให้ ที่อยู่หลังกริยาแท้ และมีความหมายว่า ทำให้ ต้องมีคำกริยาหรือวิเศษณ์แสดงผลตามมาด้วย เช่น

กินให้เกลี้ยง

ซื้อให้หมด

เดินให้ถึง

ในกรณีนี้ ให้ มีความหมายเท่ากับ จน

2.      คำกริยาที่มีความหมายว่า ทำให้เกิด

บางครั้งไม่จำเป็นต้องมีคำ ให้ อยู่ในประโยค แต่ดูความของกริยานั้น ๆ ก็รู้ได้ว่า แสดงการิตวาจกอันเป็นผลให้ประโยคเป็นประโยคการิต เช่น

กรอก เช่น กรอกยา คือ ทำให้ยาเข้าไปในที่ที่มีช่องแคบ

ปรุ ทำให้เป็นรู ๆ

เท ทำให้ของเหลวไหล

3.      กริยาวลีที่แสดงความหมายเป็นการีต

หมายถึง กลุ่มคำที่มีความหมายเป็นการีต ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายจำเพาะเป็นที่รู้กัน

ไปดูหมอ ไปให้หมอดูดูโชคชะตาให้ตน

ไปตรวจโรค ไปให้หมอยาตรวจโรคให้ตน

คำถามชวนคิด: จากคำกริยาการีตทั้งสามชนิดของบรรจบ พันธุเมธา มีชนิดใดบ้างที่ผู้วิจัยจะไม่นำมาศึกษาในวิทยานิพนธ์

·       อรทัย เดชธำรง

ในวิทยานิพนธ์เรื่อง หน้าที่ของคำ ให้ ในภาษาไทย อรทัยกล่าวว่า หน้าที่หนึ่งของคำว่า ให้ คือ คำกริยาสกรรมเหตุกัต (Causative Transitive Verb) โดยอธิบายว่า คำกริยาสกรรมเหตุกัตมีลักษณะเหมือนคำกริยาสกรรม คือ มีอนุพากย์นาม 1 อนุพากย์ตามหลังได้ แต่ก็มีลักษณะที่ต่างกันคือ คำกริยาสกรรมเหตุกัตจะไม่อนุญาตให้มีเพียงคำนาม 1 คำตามหลังได้เลย ดังนี้

นิดให้น้องนอน

*นิดให้น้อง (ในที่นี้ให้ ให้ เป็นคำกริยาสกรรม)

อรทัยกล่าวว่า ให้ อนุญาต และ ตั้งใจ เป็นคำกริยาสกรรมเหตุกัตได้ และกริยาเหล่านี้มีลักษณะที่จะต้องปรากฏในประโยคซับซ้อนที่มีอนุพากย์ตามหลัง 1 อนุพากย์เสมอ

สรุปได้ว่า คำกริยาสกรรมเหตุกัตของอรทัยคือ คำกริยาการีตที่ปรากฏในประโยคซับซ้อนนั่นเอง

·       รัศมี วิจิตวาทการ

รัศมีได้ศึกษาเรื่องคำกริยาการีตโดยใช้เรื่องของความบังเอิญ (Inadvertence) เป็นเครื่องกำหนดประเภทย่อยของประโยคการีต โดยรัศมีเลือกศึกษาเฉพาะคำกริยาการีตเพียง 3 คำคือ

1.      สักกะทำกระจกแตก

2.      สักกะให้เด็กวิ่ง

3.      สักกะทำให้เก้าอี้ล้ม

ประโยคทั้งสามนี้ต่างกันที่ความหมายของคำกริยา ทำ ให้ และ ทำให้ ในแง่ของความบังเอิญ กล่าวคือ

ทำ มีความหมายบอกความบังเอิญหรืออุบัติเหตุ

ให้ บอกความตั้งใจทำให้บังเกิดผล

ทำให้ มีความหมายเป็นกลางในแง่ของความตั้งใจ

รัศมีชี้ให้เห็นว่า ความบังเอิญซึ่งแฝงอยู่ในความหมายของคำกริยาแท้นั้น สามารถชี้บ่งหน่วยที่สามารถเกิดกับคำกริยาทั้ง 3 คำข้างต้นต่าง ๆ กันไป เช่น

1.      การเกิดกับคำกริยาวิเศษณ์ที่แสดงความตั้งใจ

คำกริยาวิเศษณ์ที่แสดงความตั้งใจสามารถเกิดในโครงสร้างของประโยคการิต 2 ชนิดเท่านั้นคือ โครงสร้างประโยคการิตที่มีคำกริยา ให้ และ ทำให้

สักกะให้เด็กวิ่งโดยตั้งใจ

สักกะทำให้เก้าอี้ล้มโดยตั้งใจ

(สักกะทำให้เก้าอี้ล้มโดยไม่ตั้งใจ)

2.      การเกิดกับคำช่วยหน้ากริยา

คำกริยาทั้งสามคือ ทำ ให้ ทำให้ สามารถเกิดกับหน่วยคำช่วยหน้ากริยาได้ทั้งสามคำ แต่จะมีความหมายต่างกันออกไป กล่าวคือ ทำ จะให้ความหมายว่าเป็นการเดาหรือทายเมื่อเกิดหลังคำช่วยหน้ากริยา ในขณะที่ ให้ และ ทำให้ ให้ความหมาย 2 อย่างคือ เป็นการเดาหรือทายและเป็นการตั้งใจ

เขาจะทำผู้หญิงเจ็บ

เขาจะให้ผู้หญิงเจ็บ

เขาจะทำให้ผู้หญิงตกน้ำ

                   3. การทำเป็นประโยคคำสั่ง

                   รัศมีเห็นว่า คำกริยา ให้ และ ทำให้ สามารถทำเป็นประโยคคำสั่งได้ แต่ ทำ ทำเป็นประโยคคำสั่งไม่ได้

                             ให้สักกะยืนขึ้นสิ

                                    ทำให้สักกะประหลาดใจสิ

                                    *ทำโต๊ะขาหักสิ

                             (ทำเรื่องนั้นให้เงียบนะ)

          2.2 การศึกษาเรื่องการีตในภาษาอังกฤษ

·       เจ เอ็ม แอนเดอร์สัน

กล่าวว่า คำกริยาการีตคือ คำสกรรมกริยาชนิดหนึ่งซึ่งต่างจากคำสกรรมกริยาธรรมดา เพราะแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสภาพของกรรม เช่น

เขาทำลายหนังสือ

เขาอ่านหนังสือ

          แอนเดอร์สันเห็นว่า คำกริยาการีตที่เป็นคำสกรรมกริยานี้มีหลายคำที่มีคำกริยาอกรรมที่พ้องรูปพ้องเสียงเป็นคู่กันอยู่

                   The landscape has changed.

                   They have changed the landscape.

          แต่บางคำก็ไม่มีคำกริยาอกรรมมาเป็นคู่

                   Bill died.

                   John killed Bill.

·       ชิตาบานิ

กล่าวถึงประโยคการีต 2 ชนิดคือ

1.   ประโยคการีตที่เหตุการณ์ทั้งที่เป็นสาเหตุและที่เป็นผลปรากฏรูป (Productive Causative Sentence) ซึ่งมีลักษณะเป็นประโยคซับซ้อน เช่น Tommy made her cry.

2.      ประโยคการีตที่เหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุเท่านั้นที่ปรากฏรูป ซึ่งถือเป็นประโยคความเดียว เช่น John killed Harry.

·       แมคคอว์ลีย์

เห็นขัดแย้งกับพวกที่ศึกษาไวยากรณ์ปริวรรตที่ว่า (1) กฎการตีความหมายจะเชื่อมโครงสร้างลึกเข้ากับโครงสร้างทางความหมาย และ (2) กฎปริวรรตจะเชื่อมโครงสร้างลึกเข้ากับโครงสร้างผิว ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อว่า โครงสร้างลึกของประโยคกับโครงสร้างลึกทางความหมายเป็นรูปเดียวกัน ดังนั้นกฎที่เชื่อมโครงสร้างลึกทางความหมายเข้ากับโครงสร้างผิวมีเพียงกฎเดียวคือ กฎปริวรรต

                   แมคคอว์ลีย์ศึกษาประโยคการีตที่ประกอบด้วยหน่วยผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 2 หน่วย คือ ผู้ที่ทำให้เกิดสาเหตุ และผู้รับผลจากการกระทำ เช่น X killed Y.

                             S

         

CAUSE                   X                 S

                  

BECOME       S

                                     

NOT             S

 

                                                ALIVE           Y

                   ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในโครงสร้างนี้มี 2 หน่วยคือ X และ Y และส่วนแสดงเหตุการณ์คือ CAUSE BECOME NOT ALIVE ซึ่งเป็นเพียงอรรถลักษณ์ไม่ใช้ศัพท์ อรรถลักษณ์เหล่านี้อยู่ในโครงสร้างลึก ต่อเมื่อผ่านกฎต่าง ๆ มาถึงกฎยกอรรถลักษณ์แสดงเหตุการณ์ อรรถลักษณ์เหล่านี้ก็จะรวมกันเป็นกลุ่ม และเมื่อมีความหมายตรงกับศัพท์ใด ก็จะเอาศัพท์นั้นมาแทนได้

                                                S

                  

          CAUSE          BECOME       NOT    ALIVE           X        Y

                   ซึ่งอรรถลักษณ์ CAUSE BECOME NOT ALIVE เป็นอรรถลักษณ์ที่แทนด้วย kill ได้ จึงได้ประโยคว่า X killed Y. แต่ถ้าไม่ได้ผ่านกฏยกอรรถลักษณ์แสดงเหตุการณ์ ก็มีโครงสร้างลึกดังนี้

                                                S

                            

CAUSE                   X        S

 


          BECOME NOT ALIVE           Y

                   ซึ่งอรรถลักษณ์ BECOME NOT ALIVE เป็นอรรถลักษณ์ที่แทนด้วยศัพท์ die ได้ จึงได้ประโยคว่า X caused Y to die.

จะเห็นว่า คำศัพท์ต่าง ๆ นั้นอยู่ในโครงสร้างผิวและจะนำไปติดในโครงสร้างได้ก็ต่อเมื่อหน่วยความหมายในโครงสร้างลึกผ่านกฎปริวรรตต่าง ๆ ซึ่งจัดอรรถลักษณ์เหล่านั้นให้อยู่ในลำดับและกลุ่มที่พร้อมจะแทนด้วยหน่วยคำ

 

3. คำจำกัดความของคำกริยาการีต

          จากการศึกษาเรื่องการีตทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทำให้เห็นว่า คำกริยาที่ขีดเส้นใต้ในประโยคต่อไปนี้

          เขาเปิดประตู                 (ประโยคความเดียว)

            ฉันให้เขากินข้าว            (ประโยคซับซ้อน)

          ถือเป็นกริยาการีต ทั้งนี้เพราะเป็นคำกริยาที่เกิดขึ้นในประโยคที่มีเหตุการณ์ 2 อย่างเิดขึ้นเป็นอย่างน้อย กล่าวคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเป็นเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุ ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังเป็นเหตุการณ์ที่เป็นผล ซึ่งเหตุการณ์หลังขึ้นอยู่กับเหตุการณ์แรก

          จึงสรุปได้ว่า คำกริยาการีตคือ คำกริยาที่เมื่อปรากฏในประโยคแล้ว จะทำให้เห็นความหมายของเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์คือ เหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุซึ่งเกิดขึ้นก่อนและเหตุการณ์ที่เป็นผลซึ่งเกิดทีหลัง ทั้งนี้คำกริยาการีตสามารถเกิดได้ทั้งในประโยคที่มีโครงสร้างของประโยคความเดียวและประโยคซับซ้อน

 

 

4. ประเภทของคำกริยาการีต

          ดังได้กล่าวไปแล้วว่า ชิตาบานิแบ่งประโยคการีตออกเป็น 2 ชนิดคือ ประโยคการีตที่เหตุการณ์ทั้งที่เป็นสาเหตุและที่เป็นผลมีรูปปรากฏ (เช่น เขาทำให้เรือจม) โดยโครงสร้างของประโยคแบบนี้จะประกอบด้วย คำนาม (ประธานของประโยคหลัก) คำกริยาแท้ แล้วตามด้วยประโยคซึ่งมี คำนาม คำกริยา และอาจมีคำนามที่เป็นกรรมอีก โดยมีข้อแม้ว่า คำนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานคำแรกและคำนามที่เป็นประธานในประโยคซ้อนจะต้องเป็นคนละคำกัน

          ประโยคการีตอีกชนิดหนึ่งคือ ประโยคการีตที่เหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุปรากฏรูปเท่านั้น (Lexical Causative Sentence) (เช่น John killed Bill) ซึ่งมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยประธาน คำกริยา และตามด้วยคำนามที่เป็นกรรม

          จะเห็นว่า คำกริยาการีตที่เกิดในประโยคชนิดแรกจะต้องมีประโยคตามหลังเสมอ คำกริยาการีตแบบนี้จึงต้องปรากฏรูปในประโยคซับซ้อนเท่านั้น ส่วนคำกริยาการีตชนิดที่สองก็ต้องเกิดในโครงสร้างประโยคความเดียวเท่านั้น (เช่นกัน) โดยเหตุการณ์ที่เป็นผลในโครงสร้างประโยคแบบที่สองนี้จะอยู่ในรูปของความหมายแฝง นอกจากนี้ประโยคการีตแบบที่ 2 ยังสามารถเกิดเป็นประโยคซ้อนในประโยคการีตแบบที่ 1 ได้ด้วย เช่น น้องให้เขาฉีกกระดาษ

          ดังนั้น ด้วยความคิดที่กล่าวไปในข้างต้น ในภาษาไทย เราจึงสามารถแบ่งคำกริยาการีตได้เป็น 2 ชนิด คือ คำกริยาการีตที่ต้องเกิดในประโยคซับซ้อนและที่ต้องเกิดในประโยคความเดียว

          4.1 คำกริยาที่ต้องเกิดในประโยคซับซ้อน

          ในภาษาไทยมีอยู่ 3 คำคือ ทำ ให้ และ ทำให้ โดย 3 คำนี้มีลักษณะเฉพาะของคำต่างจากคำกริยาอการีตซึ่งอาจพ้องรูปพ้องเสียง และต่างจากคำกริยาการีตซึ่งอาจมีรูปใกล้เคียงกันเองอีกด้วย ดังนี้

คำว่า ทำ

คำกริยาอการีต ทำ นั้นเกิดในประโยคความเดียวซึ่งมีคำนามตามหลังได้เท่านั้น ไม่สามารถตามด้วยประโยคได้ ส่วนคำกริยาการีต ทำ ต้องเกิดในประโยคซับซ้อนเท่านั้น โดยเกิดเป็นกริยาหลักและมีประโยคซ้อนตามหลัง ไม่สามารถจะตามด้วยคำนามเพียงคำนามได้

          นอกจากนี้ คำกริยาอการีต ทำ ไม่ได้แสดงถึงสาเหตุหรือผลของการกระทำอาการ ส่วนคำกริยาการีต ทำ แสดงถึงสาเหตุของการกระทำกริยานั้นและผลของการกระทำนั้น

                   นักเรียนทำขนม

                        ปรีดาทำกระจกแตก

คำว่า ให้

          คำกริยาการีต ให้ ในประโยคใด ๆ จะต้องมีประโยคซ้อนและไม่มีกรรมรองและกรรมของคำว่า ให้ จะต้องเป็นประธานของคำกริยาในประโยคซ้อนด้วย ในขณะที่คำกริยาอการีตที่พ้องรูปกับคำว่า ให้ ต้องตามด้วยกรรมตรง กรรมตรงและกรรมรอง หรือกรรมรอง โดยจะมีประโยคมาซ้อนได้ในกรณีที่ประโยคมีกรรมตรงเท่านั้น

          นอกจากนี้ ในแง่ความหมาย คำกริยาการีต ให้ หมายความว่า ให้ผู้หนึ่งผู้ใดกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ส่วน ให้ ที่เป็นอการีตจะหมายถึง มอบสิ่งที่เป็นของตนแก่อีกผู้หนึ่ง

                   ครูให้นักเรียนทำงาน

                        เขาให้ขนมฉัน

คำว่า ทำให้

          แม้ว่าจะมีรูปคล้ายกับคำกริยาการีต ทำ และ ให้ รวมกันก็จริงอยู่ หากแต่ ทำให้ ซึ่งเป็นกริยาการีตนี้ก็มิสามารถแยกคำออกจากกันได้ เพราะจักทำให้ความหมายแตกต่างกันไปหรือมีลักษณะทางไวยากรณ์แตกต่างกัน

          นอกจากที่คำทั้งสามคำนั้นจะมีลักษณะภายในของคำแตกต่างกันแล้ว เมื่อต้องเกิดในประโยคที่มีโครงสร้างซับซ้อน ก็ต้องเกิดในลักษณะที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประการคือ

1.      การกของประธานของคำกริยาการีตทั้ง 3 คำแตกต่างกัน

1.1   ประธานของคำกริยาการีต ทำ มีการกเป็นผู้กระทำ เช่น เขาทำจานแตก

1.2   ประธานของคำกริยาการีต ให้ มีการกเป็นผู้ก่อเหตุ เช่น เขาให้น้องทำการบ้าน

1.3 ประธานของคำกริยาการีต ทำให้ มีการกเป็นเครื่องมือ เช่น เขาทำให้น้องร้องไห้ (หมายเหตุ ประธานของ ทำให้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนั้น ๆ ซึ่งเป็นการกระทำโดยตรงเช่นเดียวกับประธานของ ทำ ก็จริง แต่ประธานของ ทำให้ กระทำไปโดยไม่ตั้งใจ)

2.      อรรถลักษณ์ของคำนามซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของคำกริยาการีตในประโยคหลักแตกต่างกัน

2.1 อรรถลักษณะของประธานของคำกริยาการีต ทำ เป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ได้ เช่น แดงทำน้องหกล้ม หนูทำบ้านสกปรก เป็นต้น

2.2   อรรถลักษณ์ของประธานของคำกริยาการีต ให้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นคนเท่านั้น เช่น หมอให้เขาพักผ่อน เป็นต้น

2.3   อรรถลักษณ์ของประธานของคำกริยาการีต ทำให้ แบ่งได้เป็น 4 ประเภท

2.3.1        เป็นนามธรรม เช่น สิ่งแวดล้อมทำให้เด็กดี

2.3.2        เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นคน เช่น แดงทำให้ฉันมีความสุข

2.3.3        เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คน เช่น วัวทำให้เขาจ้ำอ้าว

2.3.4        เป็นสิ่งไม่มีชีวิตที่ไม่ใช่นามธรรม เช่น กิ่งไม้ทำให้ร่มขาด

 

 

ไม่ใช้นามธรรม

นามธรรม

สิ่งมีชีวิต

สิ่งไม่มีชีวิต

คน

ไม่ใช่คน

ทำ

*

*

-

-

ให้

*

-

-

-

ทำให้

*

*

*

*

          จะเห็นว่า ทำให้ แสดงอรรถลักษณ์ของประธานที่ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ เลย จึงกล่าวได้ว่า ทำให้ มีที่ใช้มากที่สุด และอาจใช้แทน ทำ และ ให้ ได้

3.      ลักษณะของคำกริยาในประโยคซ้อนของคำกริยา ทำ ให้ และ ทำให้

ทฤษฎีของเชฟ

            เชฟแบ่งประเภทของคำกริยาออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

            1. คำกริยาที่แสดงสภาพ (state verbs)

            คำนามซึ่งเกิดกับคำกริยาแสดงสภาพจะมีบทบาทเป็นผู้รับสภาพ เช่น สูง สว่าง กลม

            2. คำกริยาที่ไม่ได้แสดงสภาพ (non-state verbs)